Type and hit ENTER

About Me

 

ผมสังเกตตัวเองว่าชีวิตของผมในช่วงห้าปีนี้ ผมอ่านหนังสือเยอะมาก แม้จะยังไม่มากเท่ากับคนที่เรียกตัวเอง “นักอ่าน” แต่เปรียบเทียบกับตัวเองก่อนหน้านี้ก้บตอนนี้ ก็ถือว่ามากขึ้นจนถึงค่อนข้างมาก ซึ่งมารู้สึกตัวก็ตอนที่ซื้อหนังสือมาแล้วหาช่องว่างสำหรับหนังสือเล่มใหม่บนชั้นหนังสือไม่ได้นั่นแหละ

ย่อหน้าแรกผมขึ้นต้นด้วยเรื่องหนังสือ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญจนถึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราควรต้องอ่านกันให้มาก หนังสือเป็นเสมือนโลกกว้างที่ย่อส่วนให้เราได้เห็น ได้รับรู้ จากประสบการณ์และความรู้ของผู้อื่นผ่านตัวอักษร หลาย ๆ เรื่อง อาจเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน หรือเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้วแต่เรามองมันแค่มุมเดียว

การอ่านทำให้เราได้มีความคิดที่ใหม่ ๆ ในมุมที่เราอาจไม่เคยมองเห็น มีทัศนคติที่ดีกับเรื่องต่าง ๆ ที่เราอาจไม่เคยรู้สึกหรือนึกถึงมันเลยก่อนหน้านี้ ใจเย็นมากขึ้น นิ่งมากขึ้น และสิ่งเหล่านี้มันทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อยโดยที่เราไม่รู้ตัว

การอ่านจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ถ้าอยากมีผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมคุณต้องเอาความรู้นั้นมาใช้ปฎิบัติให้เกิดผล

มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้คุณเริ่มมองเห็น ความสำเร็จ ผมเชื่อข้อนี้อย่างสนิทใจ ไม่ว่ากูรูคนไหนก็ตามได้พูดถึงเรื่องความสำเร็จ ก็ต้องมีข้อนี้อยู่ด้วยเสมอ และผมเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันใช่ ที่ผมเชื่อไม่ใช่เพราะแค่ฟังเขาพูดหรืออ่านแล้วจำมาแค่นั้น แต่มันเห็นผลได้อย่างชัดเจนจากสิ่งที่ผมลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานประจำหรือไม่ประจำ รวมถึงการฝึกฝนสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อพัฒนาตัวเองไม่ว่าในด้านใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การลงมือทำ”

คนที่ลงมือทำเท่านั้นที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มองเห็นหนทางข้างหน้าว่า เราควรตัดสินใจทำอะไรต่อไป ที่ผ่านมามีข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องอะไรบ้างที่เรควรแก้ไขปรับปรุง เมื่อระหว่างทางได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์แล้ว เราจะเข้าใกล้ความสำเร็จและมองเห็นมันชัดเจนขึ้น

เรื่องทำแล้วเกิดผล เป็นเหตุเป็นผลที่เข้าใจได้ ใครๆ ก็รู้…….ใช่ครับ แต่จะมีสักกี่คนที่เอาความรู้ที่ตัวเอง รู้และเรียน มาใช้อย่างจริงจัง ลงมือทำจนเกิดผล เพราะฉะนั้นคนที่สำเร็จกับคนที่ไม่สำเร็จจึงมีสัดส่วนที่ต่างกันมาก เพราะถึงแม้ ทุกคน จะรู้ แต่มีแค่ บางคน เท่านั้นที่นำมาใช้ปฎิบัติจริงจัง

About Me | ขุนพลกราฟิก